Fruity Plum Heart

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข่าว ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีทางด้านลบ

       เตือนดราม่า ซิงเกิลเกตเวย์ ยิง DDoS ในเว็บภาครัฐไม่ใช่การแสดงทางสัญลักษณ์ ผิด พรบ.คอมฯ มีสิทธิ์ติดคุกถูกปรับ แนะชาวเน็ตไทยใช้เหตุผล และแสดงออกในเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นเสียงค้านที่ชอบธรรมของคนส่วนมาก


       เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 นายปริญญา หอมอเนก ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ อธิบายเรื่องปรากฎการณ์ที่กลุ่มคนไซเบอร์และเกมเมอร์บางกลุ่มพยายมแสดงออกทางสัญลักษณ์คัดค้านการทำซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) เพื่อควบคุมอินเทอร์เน็ตของประเทศ ด้วยการทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ ไม่สามารถใช้งานได้ หรือ ทำให้เว็บไซต์ล่ม ด้วยการเชิญชวนให้ คนบนอินเทอร์เน็ต ทำให้เว็บไซต์ล่ม ด้วยการเชิญชวนให้ คนบนอินเทอร์เน็ต ทำ DDoS: Distributed Denial-of-Service (ดีดอส)จากการกดปุ่ม F5 รัวๆ บนหน้าเว็บไซต์เป้าหมายว่า การทำดีดอสใส่เว็บเพื่อให้เว็บไซต์ล่ม เป็นวิชามารที่มักพบเห็นกันในเว็บไซต์ที่ทำเพื่อการค้า จองตั๋วภาพยนตร์ ธนาคาร เพื่อขัดขวางการทำธุรกรรม และ ตัดโอกาสทางการค้าขายของคู่แข่ง โดยปัจจุบันนี้การโจมตีด้วย DDoS เป็นเรื่องง่ายดายที่เด็กวัยรุ่นที่ไหนก็สามารถทำได้ เพราะมีเครื่องมือต่างๆ (Tools) มากมายให้โหลดทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ใต้ดิน



       สำหรับการโจมตีแบบ DDoS จะมีรูปแบบการโจมตี 2 ลักษณะที่มักพบเห็นทั่วไป ได้แก่

       1.การกินแบนด์วิธ แต่ละองค์กรจะมีแบนด์วิธที่ใช้ต่ออินเทอร์เน็ตเหมือนซอยเข้าบ้าน คนที่ไม่หวังดีก็จะเข้ามาใช้เครื่องมือกั้นแบนด์วิธทำให้แบนด์วิธเต็ม เหมือนจอดรอดขวางเต็มซอย หรือ ถ้าใช้คนเข้ามาเรียกดู (Request) แบบที่ชาวเน็ตไทยทำกับเว็บไซต์ภาครัฐอยู่ตอนนี้ ก็จะต้องใช้คนจำนวนมหาศาลมากๆ แต่ส่วนตัวจากประสบการณ์ที่พบ จะเป็นการนำเครื่องมือมาช่วยยิงเว็บให้ร่วงมากกว่า


       2.การทำให้คอนเนคชั่นเต็ม ผู้ไม่หวังดี เขามาในระบบค่อยๆ สร้างคอนเนคชั่นไปเรื่อยๆ เหมือนช่องจ่ายเงินทางด่วยมีรถจอดคาด่าน เต็มทุกช่องคนในองค์กรอาจจะไม่เห็นว่าเว็บล่ม แต่คนภายนอกเข้าเว็บไม่ได้แล้ว




       ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ อธิบายต่อว่า ปกติองค์กรขนาดใหญ่ๆ ที่ต้องการความมั่นคง และความเสถียรจะแก้ปัญหาด้วยการซื้อโซลูชั่น ต่อต้าน DDoS โดยเอาเซิร์ฟเวอร์ไปฝากับไอดีซี เวลามีทราฟฟิกจำนวนมหาศาลเข้ามายังเว็บไซต์ ระบบจะปัดทิ้ง หรือ เตะออกทันทีหากเป็นการส่งการขอเรียกดู (Request) ที่มีความผิดปกติ เข้าใจว่า ที่หน้าเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีกลับมาได้เพราะหนีไปขึ้นระบบที่คลาวด์

       นายปริญญา กล่าวอีกว่า การที่เว็บไซต์ภาครัฐร่วงเป็นว่าเล่นในคืนวันที่ 30 ก.ย.เป็นสัญญาณอีกด้าน นายปริญญา กล่าวอีกว่า การที่เว็บไซต์ภาครัฐร่วงเป็นว่าเล่นในคืนวันที่ 30 ก.ย.เป็นสัญญาณอีกด้าน ความหละหลวมในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่กระทรวงไอซีทีกำลังผลักดันเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล คนยังไม่พร้อม ระบบไม่พร้อม เราจะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันเหล่านี้อย่างไร เพราะหากเป็นของจริง จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และความเสียหายอาจขยายวงกว้างมากกว่านี้ แล้วรัฐบาลจะแก้ไขจัดการ รวมทั้งป้องกันเรื่องนี้อย่างไร อยากให้ผู้ที่รับผิดคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

       ด้านแหล่งข่าววงในด้านไอทีรายหนึ่งระบุว่า การทำ DDoS ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปี 2550 แน่นอน ตามมาตรา 10 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการอ้างว่าทำไปเพราะความหวังดี หรือ ต้องการแสดงออกทางสัญลักษณ์ แต่เรื่องนี้ก็ผิดกฎหมายอาญา มีโทษปรับ และจำคุก เพราะการดำเนินคดีจะดูที่เจตนาในการทำเป็นสำคัญ

       จากข่าวที่ writer หามาจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างมาก จนคนทั่วไปสามารถแฮ็กข้อมูลของภาครัฐได้อย่างง่าย ดังนั้น writer เห็นว่าเราควรช่วยกันยับยั้งไม่ให้คนเหล่านี้ไม่ให้ทำการที่ไม่สมควร คิดว่าคนเรามีจิตสำนึกในตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นควรรู้ว่าไม่สมคสรแฮกข้อมูลหรือทำร้ายคนอื่นด้วยความคึกคะนองหรือประโยชน์ส่วนตน


ขอขอบคุณ: http://www.thairath.co.th/content/529100

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 4

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1.1 ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา 
1.สามารถจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
1.3 มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
1.4 มีเวลาเพียงพอ 
1.5 มีงบประมาณเพียงพอ          
1.6 มีความปลอดภัย 

2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า
2.1 จะทำ อะไร 
2.2 ทำไมต้องทำ 
2.3 ต้องการให้เกิดอะไร
2.4 ทำอย่างไร
2.5 ใช้ทรัพยากรอะไร 
2.6 ทำกับใคร 
2.7 เสนอผลอย่างไร 

3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน 

   4. การลงมือทำโครงงาน เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้
4.1 การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อม และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
4.2 การลงมือพัฒนา 
1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น 
2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่อยทำส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย 
3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน 
4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย 
4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว อาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้  

5. การเขียนรายงาน เขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
5.1 ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
         - ชื่อโครงงาน
         
ชื่อผู้ทำโครงงาน
         - ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
         - คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
         - บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
5.2 บทนำ เป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
                 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
                 - เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
                 - ขอบเขตของโครงงาน
5.3 หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย 
5.4 วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน  
5.5 ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก  
5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน ข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย  
5.7 ประโยชน์ ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย  
5.8 บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย  
5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำเป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
ชื่อผลงาน 
ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้ 
ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์ 
คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก 
วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ   

6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ 
1. ชื่อโครงงาน 
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน 
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 
4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน 
5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ 
6. การสาธิตผลงาน
7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน




วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงาน 3

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

        เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
        โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ

สื่อการศึกษา (Educational Media)



       สื่อการศึกษา หมายถึง วัสดุที่เสนอเนื้อหาสาระความรู้แก่ผู้รับ ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ อาจเป็นสื่อที่ให้สารสนเทศในตัวเอง หรือ อาจเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ในการนำเสนอ การเรียนการสอนในชั้นเรียน การบริการสารสนเทศในห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เทคนิค วิธีการ ให้ทันกับความก้าวหน้าและวิทยาการของโลก
        ผู้สอน จำเป็นต้องใช้สื่อการศึกษา / สื่อการสอนเข้ามาช่วย
   ผู้เรียน อาศัยสื่อเพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าตัวตนเองได้ เป็นเครื่องเสริมให้สามารถรับรู้ได้ทัดเทียมกับผู้อื่น เพิ่มทักษะการศึกษา และสามารถสนองตอบต่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างของผู้สอนและผู้เรียน
        สื่อหรือวัสดุสื่อ จำแนกได้เป็น
          สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Media) หรือสื่อพิมพ์
          สื่อที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (Nonprinted Media) หรือสื่อไม่พิมพ์ แบ่งได้กว้าง ๆ คือ
              สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Media) หมายถึงสื่อที่ให้สารวนเทศด้วยการฟัง และการมองเห็น

              สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึงสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์




โปรแกรมโครงงานสื่อเพื่อการศึกษาชื่อบ้านพลังงานตัวอย่าง





ใบงาน 3

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

        เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
  โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ

สื่อการศึกษา (Educational Media)



       สื่อการศึกษา หมายถึง วัสดุที่เสนอเนื้อหาสาระความรู้แก่ผู้รับ ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ อาจเป็นสื่อที่ให้สารสนเทศในตัวเอง หรือ อาจเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ในการนำเสนอ การเรียนการสอนในชั้นเรียน การบริการสารสนเทศในห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เทคนิค วิธีการ ให้ทันกับความก้าวหน้าและวิทยาการของโลก
        ผู้สอน จำเป็นต้องใช้สื่อการศึกษา / สื่อการสอนเข้ามาช่วย
   ผู้เรียน อาศัยสื่อเพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าตัวตนเองได้ เป็นเครื่องเสริมให้สามารถรับรู้ได้ทัดเทียมกับผู้อื่น เพิ่มทักษะการศึกษา และสามารถสนองตอบต่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างของผู้สอนและผู้เรียน
        สื่อหรือวัสดุสื่อ จำแนกได้เป็น
          สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Media) หรือสื่อพิมพ์
          สื่อที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (Nonprinted Media) หรือสื่อไม่พิมพ์ แบ่งได้กว้าง ๆ คือ
              สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Media) หมายถึงสื่อที่ให้สารวนเทศด้วยการฟัง และการมองเห็น

               สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึงสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์


โปรแกรมโครงงานสื่อเพื่อการศึกษา ชื่อบ้านพลังงานตัวอย่าง

http://www.rayongwit.ac.th/chanarat/SEG_project/Homepage.html

ใบงาน 3


     นี่เป็นตัวอย่างโครงงานสื่อเพื่อการศึกษา ชื่อโครงงานบ้านพลังงานตัวอย่างค่ะ ก่อนอื่นเรามาเกริ่นเรื่องโครงงานพัฒานาสื่อเพื่อการศึกษากันซักหน่อยละกันเนอะ

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

        เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
      โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ

สื่อการศึกษา (Educational Media)


     สื่อการศึกษา หมายถึง วัสดุที่เสนอเนื้อหาสาระความรู้แก่ผู้รับ ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ อาจเป็นสื่อที่ให้สารสนเทศในตัวเอง หรือ อาจเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ในการนำเสนอ การเรียนการสอนในชั้นเรียน การบริการสารสนเทศในห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เทคนิค วิธีการ ให้ทันกับความก้าวหน้าและวิทยาการของโลก
      ผู้สอน จำเป็นต้องใช้สื่อการศึกษา / สื่อการสอนเข้ามาช่วย
   ผู้เรียน อาศัยสื่อเพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าตัวตนเองได้ เป็นเครื่องเสริมให้สามารถรับรู้ได้ทัดเทียมกับผู้อื่น เพิ่มทักษะการศึกษา และสามารถสนองตอบต่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างของผู้สอนและผู้เรียน
      สื่อหรือวัสดุสื่อ จำแนกได้เป็น
          สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Media) หรือสื่อพิมพ์
          สื่อที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (Nonprinted Media) หรือสื่อไม่พิมพ์ แบ่งได้กว้าง ๆ คือ
              สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Media) หมายถึงสื่อที่ให้สารวนเทศด้วยการฟัง และการมองเห็น
              สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึงสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์





http://pattaraponboonanan.blogspot.com/2015/06/educational-media.html





วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 2

ประเภทของโครงงานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่
      1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้   เป็นการใช้บูรณาการร่วมกับการเรียนรู้ ทักษะและเป็นพื้นฐานในการกำหนดโครงงานและปฏิบัติ
      2. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่ผู้เรียนกำหนดขั้นตอน ความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยใช้ทักษะความรู้ จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆมาบูรณาการเป็นโครงงานและปฏิบัติ
       สามารถแบ่งได้ 4 รูปแบบ ตามวัตถุประสงค์          
          1. โครงงานที่เป็นการสำรวจ รวบรวมข้อมูล
          2. โครงงานที่เป็นการค้นคว้า ทดลอง
          3. โครงงานที่เป็นการศึกษาทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ๆ
          4. โครงงานที่เป็นการประดิษฐ์ คิดค้น


โครงงานคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ
           1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
           2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
           3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
           4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
           5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)

ประโยชน์ของโครงงาน
      1. ได้รับความสุข และสนุกไปกับการทำงาน
      2. ได้ทำงานตามความถนัดและความสนใจของตนเอง
      3. ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
      4. ได้ฝึกทักษะกระบวนการคิดด้วยตนเอง หรือร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม
5. ได้ฝึกความกล้าในการแสดงออก กล้าคิด กล้าทำ
6. สร้างความรับผิดชอบต่อตนเอง และได้ฝีกการทำงานอย่างเป็นระบบ





ขอขอบคุณ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 1


โครงงานหมายถึง?

        กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้ 


โครงงานคอมพิวเตอร์คือ?

        กิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
            พูดแบบง่ายก็เหมือนโครงงานทั่วไปแค่ไปในทางคอมๆ นั่นแหละนะ

ตัวอย่างเว็บไซต์โครงงาน?

    ดอกอัญชัญทำน้ำยาเช็ดกระจก


    โครงงานเกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัข

    การส่งเสริมความรู้และเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะ





      ขอขอบคุณเว็บที่ให้ความรู้
ดีๆในการทำใบงานนี้นะคะ     
http://thaigoodview.com/node/42043
http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content1.html